วิธีรักษา ธาลัสซีเมีย

ธาลัสซีเมีย ภัยเงียบที่คุณแม่ต้องรู้ก่อนการตั้งครรภ์

ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคที่หลายคนไม่พึงปราถณา และโรคนี้ยังไม่ค่อยพบได้มากซักเท่าไหร่ในสังคมไทย และสำหรับธาลัสซีเมีย คือสภาวะที่การสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ซึ่งไม่สามารถสร้างได้โดยสมบูรณ์  หรือว่าสร้างได้น้อยลง จนทำให้ออกซิเจน ที่ต้องเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายลดน้อยลง

ธาลัสซีเมียแฝง

นอกจากนี้ฮีโมโกลบินยังมีหน้าที่ในการนำออกซิเจน มาเลี้ยงร่างกาย ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย และเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ แต่ทว่าผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไป ในบางรายอาจมีอาการที่รุนแรงมาก แต่ทว่าในผู้ป่วยบางรายก็อาจจะมีอาการน้อยมากเช่นกัน

ซึ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย ส่วนใหญ่จะมีลักษณะแกร็น, ตัวเล็กผอมแห้ง, ตัวซีดเหลือง และเป็นคนที่ดูไม่ค่อยเจริญเติบโต ส่วนกระดูกหน้าก็จะมีลักษณะที่คล้ายกัน ซึ่งคือ มีโหนกแก้มและหน้าผากสูง, ดั้งจมูกแบน และฟันบนเหยิน โดยโรคธาลัสซีเมียจะเป็นโดยทางพันธุกรรม และจากพ่อหรือแม่ที่มีพาหะธาลัสซีเมียแฝงอยู่ในตัว

และปัจจุบันนี้ในประเทศไทย มีเด็กป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียประมาณ 12,000 คน หรือว่าในเด็ก 12 คน ต่อเด็ก 1,000 คน และที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียอีก 37% ของประชากรในประเทศ เท่ากับว่าตอนนี้มีคนไทยถึง 24 ล้านคน มีพาหะแฝงอยู่ในร่างกาย

โดยกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้มีการประกาศว่าแนวโน้มของคนที่เป็นพาหะ ซึ่งมีจำนวนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี และคนที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียนั้น มักไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็น เพราะว่าคนที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียจะไม่มีอาการของโรค ทำให้คนส่วนใหญ่จะรู้ตัวว่าเป็นพาหะ ก็ต่อเมื่อตั้งครรภ์ไปแล้ว กว่าจะรู้ก็เป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ไปแล้วเช่นกัน

พาหะธาลัสซีเมีย

ธาลัสซีเมีย อาหาร

พาหะธาลัสซีเมีย คือผู้ที่มีเชื้อของ “ธาลัสซีเมีย” แฝงอยู่ในยีนส์โดยที่บุคคล คนนั้นไม่รู้ตัว ซึ่งผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียจะมียีนส์หนึ่งที่ผิดปกติ และอีกยีนส์หนึ่งเป็นปกติ โดยที่ยีนส์ปกติจะทำหน้าที่ ทดแทนอีกยีนส์ที่ผิดปกติ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยที่เป็นพาหะจะมีสุขภาพที่แข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป หรือว่าอาจจะมีอาการของโรค เลือดจางเล็กน้อย

ซึ่งพาหะธาลัสซีเมียส่วนใหญ่จะรับยีนส์ผิดปกตินี้ มาจากรุ่นพ่อ และแม่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเมื่อผู้ที่เป็นไปจับคู่กับคนที่เป็นพาหะด้วยกัน ก็ยิ่งส่งผลให้รุ่นลูก มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ง่ายขึ้น โดยมีสิทธิ์ที่จะถ่ายทอดยีนส์ธาลัสซีเมีย ไปให้ลูกถึงร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของลูกที่จะเป็นธาลัสซีเมีย

โอกาสที่ลูกจะเป็นธาลัสซีเมีย

 ธาลัสซีเมีย อันตรายไหม

สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียมีจำนวนมากขึ้น อาจจะเพราะว่าในเม็ดเลือดแดงของผู้ที่เป็นพาหะ สามารถต้านทานเชื้อมาลาเรีย ได้มากกว่าคนปกติทั่วไป โดยมีข้อมูลวินิจฉัย จากทางการแพทย์ยืนยัน พาะของธาลัสซีเมีย น่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ จึงทำให้คนที่เป็นพาหะเพิ่มมากขึ้น

พาหะธาลัสซีเมียมี 2 ชนิด

ธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์

1.พาหะกลุ่มยีนส์อัลฟา – ธาลัสซีเมีย ( a – thalassemia ) โดยแยกออกเป็นเป็นอัลฟา – ธาลัสซีเมีย 1, และอัลฟา – ธาลัสซีเมีย 2, ฮีโมโกลบิน และคอนสแตนต์สปริง ซึ่งเรามักมีแหล่งอยู่แถว ทางภาคเหนือของประเทศไทย, จีน, ฟิลิปปินส์ และในพื้นที่บางส่วนของแอฟริกาตอนใต้ ซึ่งถือว่าเป็นพาหะที่ค่อนข้างรุนแรงน้อย ถึงขั้นรุนแรงมาก เกิดขึ้นจากฮีโมโกลบินในสายแอลฟา มีการสร้างที่ผิดปกติ

2.พาหะกลุ่มยีนเบต้า – ธาลัสซีเมีย ( b – thalassemia ) โดยแยกออกเป็นเบต้า – ธาลัสซีเมีย และฮีโมโกลบิน E ซึ่งจะมีแหล่งอยู่ที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแถบเมดิเตอร์เรเนี่ยน ซึ่งพาหะตัวนี้จะไม่ค่อยรุนแรง แต่จะแค่ทำให้มีอาการตัวเหลืองซีดเท่านั้น ซึ่งเกิดจากฮีโมโกลบินสร้างได้ไม่สมบูรณ์ จึงไม่สารถนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ถ้าหากคุณสงสัย ว่าตัวเองจะเป็นพาหะของธาลัสซีเมียหรือไม่นั้น คุณสามารถไปตรวจเลือดได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน  ได้โดยจะเป็นการตรวจเลือด แบบตรวจนับเม็ดเลือดอย่างครบถ้วน ( Complete blood count, CBC ) ซึ่งแพทย์จะตรวจด้วยเครื่องวิเคราะห์เม็ดเลือดอัตโนมัติ ถ้าผลตรวจเลือดออกมาเป็นบวกทั้งหมด นั่นก็แสดงว่าเป็นพาหะธาลัสซีเมียแน่นอน

อาการและลักษณะของผู้ที่เป็น “ธาลัสซีเมีย”

โรคธาลัสซีเมีย สาเหตุ

–   โรคธาลัสซีเมีย จะมีระยะอาการรุนแรงมาก  และนั่นก็สามารถทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้  เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างฮีโมโกลบินได้ตามปกติ ซึ่งนึ่งก็ทำให้ฮีโมโกลบินในร่างกายจับออกซิเจนไว้เอง โดยที่ไม่ปล่อยออกซิเจนไปที่เนื้อเยื่อ ทำให้ทารกมีอาการบวมน้ำ, ซีด, ท้องป่อง, ตับ และม้ามโต โดยที่ปอดนั้นกลับเล็กลงกว่าปกติ

–   โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่มีระยะอาการรุนแรงปานกลางถึงมาก ซึ่งจะปรากฏกับเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป หรือว่าถ้าหากมีอาการรุนแรงมาก ก็อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุ 2 – 3 เดือนได้ และมักจะมีอายุอยู่ได้ถึงมากถึง 10 -25 ปี ถ้าได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามีอาการไม่รุนแรงมากนัก

ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติทั่วไป แต่ทว่านั่นก็อาจจะส่งผลเมื่อยามที่มีลูก เพราะลูกก็จะติดธาลัสซีเมียไปโดยอัตโนมัติ โดยอาการทั่วไปจะตัวเหลืองซีด, ม้ามและตับโต และตัวแคระแกร็น

–   โรคธาลัสซีเมีย ระยะอาการรุนแรงค่อนข้างน้อย โดยผู้ป่วยระยะนี้จะเหมือนกับคนปกติ คือเราแทบจะไม่แสดงอาการอะไรเลย รวมถึงหน้าตาก็ไม่ผิดรูป และยะงไม่มีอาการตัวเหลืองซีด แต่ถ้าเป็นไข้สูงเมื่อไหร่ ก็อาจจะเกิดตัวเหลืองซีด ได้มากกว่าคนทั่วไป หรือว่าผู้ป่วยอาจจะมีอาการตาเหลือง จนผู้ที่เป็นอาจเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองเป็นโรคจากตับหรือดีซ่านได้

แนวทางในการรักษาโรคธาลัสซีเมีย

ธา ลั ส ซี เมีย ชนิด e

การรักษาธาลัสซีเมียโดยการเปลี่ยนถ่ายเลือด และการขับธาตุเหล็กที่มากเกินไปในเลือด หรือพูดง่ายๆ ก็คือการให้เลือดกับผู้ป่วย เพื่อเพิ่มระดับฮีโมโกลบินให้สูงกว่า 6 – 7 กรัม/เดซิลิตร ติดต่อกันเป็นเวลา 21 – 23 สัปดาห์ เพื่อให้ระดับฮีโมโกลบิน ได้สูงใกล้เคียงคนปกติ ( 12 กรัม/เดซิลิตร ) และเพื่อให้ลำไส้ของผู้ป่วยสามารถดูดซึมธาตุเหล็กให้เป็นปกติ เพื่อป้องกันตับและม้ามโต ,หน้าที่ผิดรูป, เหนื่อย, อ่อนเพลีย, มึนงง และต้องให้ยาเพื่อขับธาตุเหล็ก แก่ผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ แต่ทว่าวิธีรักษาเหล่านี้มีข้อเสียตรงที่จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และยังเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนอีกมากมายนั่นเอง

สำหรับวิธีการการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮีโมโกลบินเอฟ ให้มีปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้เม็ดเลือดแดงมีอายุที่ยืนยาวขึ้น และที่สำคัญระดับฮีโมโกลบินก็จะสูงขึ้นไปด้วย โดยมียา 3 ตัว ที่กระตุ้นการสร้างฮีโมโกลบิน ได้แก่ Hydroxyurea, Butyrate และ Erythropoietin

นอกจากนี้ผู้ป่วยธาลัสซีเมียยังต้องรักษาอาการแทรกซ้อน เพราะผู้ป่วยโรคนี้ จะมีอาการของโรคแทรกซ้อนต่างๆ ค่อนข้างเยอะ ซึ่งอาจจะเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง เนื่องจากผู้ป่วยจะต้องรับเลือดหลายยูนิต, เสี่ยงต่อการติดเชื้อในเลือด, การมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ รวมถึงการอุดตันของหลอดเลือดแดง ซึ่งแต่ละอาการมีวิธีรักษาที่แตกต่างกันไป

การตัดม้ามทิ้ง โดยปกติแล้วม้ามนั้นเป็นอวัยวที่มีหน้าที่ ในการผลิตเม็ดเลือดแดง และยังต้องกำจัดเม็ดเลือดแดงที่ฝ่อทิ้ง แต่ในคนที่เป็นธาลัสซีเมีย จะมีเม็ดเลือดแดงที่เสียค่อนข้างเยอะ ซึ่งนั่นก็ทำให้ม้ามทำงานหนักมากเกินไป จนส่งผลให้ท้องบวมเป่ง และทำให้ม้ามทำงานผิดรูปแบบเนื่องจากว่ากำจัดเม็ดเลือดออกมากเกินไป

ดังนั้น อาจจะทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจ ตัดม้ามของผู้ป่วยทิ้ง เพื่อเป็นการลดการทำลายเม็ดเลือด และลดอาการอึดอัดของผู้ป่วย แต่ทว่าการตัดม้ามทิ้งนั้น ก็มีผลเสียค่อนข้างมาก เพราะว่านั่นจะทำให้เกิดภาวะติดเชื้อได้ง่าย อย่างเช่น เชื้อนิวโมคอกคัสได้ แต่ทว่าก็สามารถแก้ไขได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อได้เช่นกัน

การปลูกถ่ายไขกระดูก โดยการนำสเต็มเซลล์ที่ปกติ มาใช้ทดแทนสเต็มเซลล์ที่เป็นธาลัสซีเมีย แต่ทว่าวิธีนี้ก็จะต้องหากระดูกไขสันหลัง ที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย หรือว่าสเต็มเซลล์จากสายสะดือของญาติในตระกูลเดียวกัน วิธีนี้อาจจะต้องใช้เงินรักษาที่ค่อนข้างสูง แต่ทว่าสามารถรักษาให้หายขาดจากโรคได้ถึง 100%

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย

 พาหะธาลัสซีเมีย ควรกินอะไร

คุณควรเริ่มจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยให้ผู้ป่วยเน้นทานเนื้อสัตว์, ผักใบเขียว, นมและไข่ให้มาก และผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ธาตุเหล็กสูง อย่างเช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด, แกงขี้เหล็ก และทานยาบำรุงเลือด เพราะว่าคนที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย จะมีธาตุเหล็กในตัวสูงจนต้องใช้ยาขับ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยก็ก็ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเข้าไปอีก เพราะอาจทำให้เกิดดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

นอกจากนี้ผู้ป่วยธาลัสซีเมียควรหันมาออกกำลังกายบ้าง แต่ไม่ควรออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อข้อต่อ และก็นะวไม่ควรออกอย่างหักโหม เพราะกระดูกของผู้ป่วยนั้นเปราะ อาจทำให้หักได้ง่ายนั่นเอง

ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ห้ามสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ทุกชนิด  เพราะบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ดีควันจากบุหรี่จะเข้าไปแย่งออกซิเจนในเลือด ส่วนเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ ก็จะเข้าไปทำลายการทำงานของตับเช่นกัน

และในผู้ที่รู้สึกกังวล ว่าตัวเองจะเสี่ยงต่อการเป็นพาหะธาลัสซีเมีย ก็สามารถไปรับการตรวจเลือด ที่โรงพยาบาลได้ ถ้าผลออกมาว่ามีพาหะแฝงจริงคุณ ก็ไม่ต้องวิตกกังวล เพียงแค่จะต้องพาคู่สามีหรือภรรยา ไปรับการตรวจเลือด เพื่อที่จะวางแผนอนาคตการมีลูก และต้องรับคำแนะนำในการดูแลตัวเอง

ในส่วนผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียแล้ว ก็ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะว่าร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนแอ และรับเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ผู้ที่ดูแลก็ควรต้องมีความรู้ และศึกษาข้อมูลของโรคอย่างละเอียด เพื่อที่จะลดการเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ อีกหลายโรคต่อไป

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ กับโรคธาลัสซีเมีย สาเหตุ อาการ การรักษา การปฏิบัติตัวธาลัสซีเมียที่ถูกต้อง ความรู้ต่างๆที่เราได้นำเสนอไปในข้างต้นนั้น ถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณไม่ควรพลาดหรือว่ามองข้ามเลยนะคะ เพราะว่าโรคธาลัสซีเมียถือเป็นภัยเงียบที่หลายคนคาดไม่ถึง และไม่คิดว่าตัวเองจะป่วยเป็นธาลัสซีเมีย

อย่างไรก็ตามคนที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย ก็อย่าลืมที่จะดูแลตัวเอง ไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องนะคะ เพราะว่าโรคนี้เป็นโรคที่มีความอันตรายอยู่บ้าง ดังนั้นคนในครอบครัวก็ไม่ควรปล่อยปะละเลย ควรช่วยกันดูแลและให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยมีใจที่จะต่อสู้กับธาลัสซีเมียต่อไป เราขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยธาลัสซีเมียทุกคนนะคะ