ผลของอัตวินิบาตกรรม

ฆ่าตัวตาย ป้องกัน และแก้ไขได้ ถ้าเรารู้ทัน?

ฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตาย หรือการทำอัตวินิบาตกรรม เป็นการกระทำให้ตนเองถึงแก่ความตายอย่างตั้งใจ ทั้งนี้ ปัญหาหารฆ่าตัวตายยังถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ในหลายๆ สังคม เนื่องจากโลกเราเปลี่ยนไป การใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยน ปัญหาที่เจอหาทางออกไม่ได้ ปัญหาทางด้านการเงิน ปัญหาครอบครัว ปัญหาคนรักนอกใจ ทำอะไรแล้วล้มเหลว ปัญหาเหล่านี้ถือเป้นปัญหาใหญ่ที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด

กินยานอนหลับเกินขนาด

ในปัจจุบันนี้การฆ่าตัวตายมักเกิดมาจากภาวะซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางจิต อย่างเช่น ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว โรคจิตเภท ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง โรคพิษสุรา หรือการใช้สารเสพติด และที่สำคัญปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดยังมีหลายเหตุ หลายปัจจัย

ขณะนี้ความพยายามป้องกันการฆ่าตัวตายนั้นหมายรวมถึงการจำกัดการฆ่าตัวตายด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างเช่น ปืน และสารพิษ การรักษาอาการทางจิต และการใช้สารเสพติด และการปรับปรุงสถานะทางการเงิน เพราะแม้ว่าบริการที่ปรึกษาสายด่วนจะมีทั่วไป แต่แทบไม่มีหลักฐานว่าวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันนี้วิธีการฆ่าตัวตายที่พบได้บ่อยที่สุดแตกต่างกันออกไป ตามพื้นที่ ประเทศ และส่วนหนึ่งจะขึ้นกับความเป็นไปได้ วิธีการทั่วไปได้แก่ การแขวนคอ การวางยาด้วยสารฆ่าสัตว์รังควาน และอาวุธปืน,มีด การฆ่าตัวตายคร่าชีวิตคน 842,000 คนใน ค.ศ. 2013 ขึ้นจาก 712,000 คน ใน ค.ศ. 1990ทำให้เป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 10 ทั่วโลก

อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงโดยผู้ชายมีแนวโน้มฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง 3-4 เท่า มีการฆ่าตัวตายที่ไม่ถึงแก่ชีวิตประมาณ 10-20 ล้านครั้งทุกปี ปละความพยายามฆ่าตัวตายที่ไม่ถึงแก่ชีวิตมักก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และความพิการระยะยาว ความพยายามดังกล่าวนี้มักพบในคนอายุน้อย และผู้หญิง

การฆ่าตัวตายในอดีต ถือเป็นอาชญากรรมต้องโทษ แต่ทว่าปัจจุบันในประเทศตะวันตกมิเป็นเช่นนั้นแล้ว แต่การฆ่าตัวตายก็ยังถือว่าเป็นอาชญากรรมในหลายๆ ประเทศ แต่ในช่วงในศตวรรษที่ 20 และ 21 มีการฆ่าตัวตายที่เป็นการบูชายัญตนเองเกิดขึ้นบางโอกาสเป็นสื่อกลางการประท้วง และคะมิกะเซะ การระเบิดฆ่าตัวตายเกิดขึ้นเป็นยุทธวิธีทางทหารหรือการก่อการร้าย

ปัจจัยเสี่ยง ฆ่าตัวตาย

ความ หมาย ของ อัตวินิบาตกรรม

ปัจจัยต่าง ๆ เป็นความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ได้แก่ ความผิดปกติทางจิต การใช้ยาบางชนิด ภาวะทางจิตวิทยา สถานการณ์ทางวัฒนธรรม สังคม และครอบครัว คนที่อาการป่วยทางจิตใจกับการใช้สารเสพติดนั้นมักเกิดร่วมกันบ่อย ๆ  ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ยังรวมถึงความพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน

นอกจากนี้แล้วความเพียบพร้อมในการกระทำดังกล่าว ประวัติการฆ่าตัวตายของครอบครัว หรืออาการบาดเจ็บทางสมอง  ตัวอย่างเช่น อัตราการฆ่าตัวตายจะพบได้ในบ้านเรือนที่มีอาวุธปืนมากกว่าบ้านเรือนที่ไม่มีอาวุธปืน ปัญหาทางสังคมเศรษฐกิจ เช่น ว่างงาน ความยากจน การไม่มีที่อยู่อาศัย และถูกเหยียดหยาม ปัจจัยเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดความคิดฆ่าตัวตายได้ คนที่ฆ่าตัวตาย 15-40% ทิ้งจดหมายฆ่าตัวตายไว้ พันธุกรรมมีผลต่อพฤติกรรมการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 38% ถึง 55% ทหารผ่านศึกมีความเป็นไปได้ที่จะฆ่าตัวตายมากกว่า เนื่องจากความเจ็บป่วยทางจิตใจ และปัญหาสุขภาพที่มาจากสงคราม

โรคทางจิตใจ

อัตวินิบาตกรรม พระไตรปิฎก

โรคทางจิตใจ เป็นโรคที่เกิดขึ้น ณ เวลาที่ฆ่าตัวตายด้วยพิสัยตั้งแต่ 27% จนถึงมากกว่า 90%[16] ในบรรดาคนที่เคยเข้ารับการรักษาทางจิต และบุคคลเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสำเร็จในช่วงชีวิตอยู่ที่ประมาณ 8.6% ประชาชนครึ่งหนึ่งที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายอาจเป็นโรคเกี่ยวกับความหดหู่

เพราะถ้าหากมีโรคทางจิตใจอย่างน้อยหนึ่งชนิด อย่างเช่น โรคอารมณ์สองขั้ว เพิ่มความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายถึง 20 เท่า  โรคอื่น ๆ เช่น โรคจิตเภท (14%) ความผิดปกติด้านบุคลิกภาพ (14%)โรคอารมณ์สองขั้ว และความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ และคนที่เป็นโรคจิตราว 5% เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ความผิดปกติเกี่ยวกับการกินเป็นอีกภาวะหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูง

การใช้สารเสพติด

กระโดดตึก เจ็บไหม

การใช้สารเสพติด ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอันดับที่สองรองจากโรคซึมเศร้าและโรคอารมณ์สองขั้ว ทั้งการใช้สารเสพติดเรื้อรัง และการเสพสารมึนเมาก็มีส่วน  เมื่อรวมกับความโศกเศร้าส่วนตัวแล้ว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นอีกนอกจากนี้การใช้สารเสพติดยังเป็นเหตุให้เกิดโรคทางสุขภาพจิตใจด้วยเช่นกัน

ปัญหาการพนัน

ความ ซึม เศร้า

ปัญหาการพนัน นับว่าเป็นเหตุให้เกิดความคิดฆ่าตัวตาย และความพยายามฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป  นักเล่นพนันระหว่าง 12-24% พยายามฆ่าตัวตาย โดยอัตราการฆ่าตัวตายในสามีภรรยาของพวกเขามีมากกว่าประชากรทั่วไปถึง 3 เท่า ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงในนักเล่นพนัน ได้แก่ ความผิดปกติทางจิตใจ แอลกอฮอล์ และการใช้ยา

สื่อต่างๆ

กรรมของคนผูกคอ

สื่อต่าง ๆ รวมถึงอินเทอร์เน็ต เป็นอีกหนึ่งสิ่งมีบทบาทสำคัญ ผลกระทบต่อการฆ่าตัวตายจากสื่อมักเป็นทางลบ การรายงานข่าวเด่นซ้ำ ๆ ที่สรรเสริญการฆ่าตัวตายมีผลกระทบสูงสุด และเมื่อมีการพรรณนารายละเอียดการฆ่าตัวตายด้วยวิธีเฉพาะทางวิธีหนึ่ง ๆ วิธีการฆ่าตัวตายวิธีนั้นจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้มาก

และแรงกระตุ้นให้เกิด “การฆ่าตัวตายตามกัน” หรือว่าการลอกเลียนแบบการฆ่าตัวตาย ที่เรียกกันว่า ปรากฏการณ์แวเธ่อร์ (Werther effect) ได้ชื่อตามตัวเอกในนวนิยายเรื่อง แวเธ่อร์ระทม ของเกอเทอ ที่ฆ่าตัวตาย และผู้ที่ชื่นชอบการอ่านนวนิยายเรื่องนี้ต่างก็เลียนแบบกัน ความเสี่ยงเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ที่หลงใหลในความตาย ปรากฏว่าขณะที่สื่อข่าวมีผลกระทบมาก ผลกระทบจากสื่อบันเทิงนั้นไม่แน่นอน ตรงกันข้ามกับปรากฏการณ์แวร์เธ่อร์ มีการเสนอว่าเป็นปรากฏการณ์พาพาเกโน ที่การรายงานข่าวกลไกสำคัญในการรับมืออาจมีผลกระทบที่เป็นการป้องกัน คำนี้มาจากตัวละครในละครโอเปราเรื่อง ขลุ่ยวิเศษ ของโมซาร์ท ที่ (กลัวว่าจะสูญเสียคนรัก) วางแผนฆ่าตัวตายจนกระทั่งเพื่อนของเขามาช่วย

วิธีการ

ความ หมาย ของ อัตวินิบาตกรรม

วิธีการฆ่าตัวตายที่เราพบมากในปัจจุบันนี้จะแตกต่างไปตามประเทศต่าง ๆ วิธีการที่พบมากในภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ การแขวนคอ การวางยาด้วยสารฆ่าสัตว์รังควาน และการใช้อาวุธปืน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่ามาจากความเป็นไปได้ของแต่ละวิธี จากการทบทวน ประเทศ 56 ประเทศพบว่าการแขวนคอเป็นวิธีการที่พบมากที่สุด คิดเป็นเพศชาย 53% และเพศหญิง 39%

5 ปัจจัยเสี่ยง ฆ่าตัวตาย ที่หลายคนยังไม่รู้?

ฆ่าตัวตาย

จากงานวิจัยกรมสุขภาพจิตชี้ 5 ปัจจัย ครอบครัวเป็นต้นเหตุเด็กฆ่าตัวตาย พ่อแม่หย่าล้าง ไม่ได้รับความรักเท่าที่ควร ถูกด่าทอ ถูกบังคับ กดขี่ และการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง

ทั้งนี้ทางด้านของ นายนิตย์ ทองเพชรศรี เจ้าหน้าที่ศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 จ.สงขลา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ยังได้ออกมากล่าวว่า จากการทำวิจัยเรื่อง “ปัจจัยด้านครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับการพยายามฆ่าตัวตายของประชาชนจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย” ซึ่งงานวิจัยนี้ถือว่าเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ

จากงานวิจัยนี้ ผู้ศึกษาได้เก็บข้อมูลจากครอบครัวผู้พยายามฆ่าตัวตายในทุกอำเภอของจังหวัดตรัง จำนวน 30 ครอบครัว และครอบครัวที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน รวมจำนวน 30 ครอบครัว ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน พ.ศ.2551 และงานนี้พบว่า ปัจจัยภายในครอบครัวที่มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตายอย่างมาก คือ

1.การสื่อสารในครอบครัวที่ไม่เข้าใจกัน และครอบครัวมีการใช้คำพูดที่รุนแรง คำด่าทอ เช่น “มึงโง่” โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะได้ฟังคำพูดจากพ่อแม่ ผู้ปกครองหรือว่าบรรดาญาติว่า “อยู่ไปก็ไม่ได้ทำประโยชน์ให้ใคร ให้ไปตายเสีย” คำพูดเหล่านี้อาจสร้างความน้อยใจให้เกิดขึ้นกับบุตรหลานโดยที่ไม่มีใครรู้

2.สัมพันธภาพในครอบครัวที่พ่อแม่ลูก หรือว่าคนในครอบครัวเดียวกันไม่มีการพูดคุย การปรึกษาหารือกันและกัน และไม่มีเวลาให้กันอย่างเพียงพอ จึงทำให้ไม่ทราบเรื่องราวความเป็นไปในชีวิตของแต่ละคน นั่นเหตุผลนี้เองที่ไม่สามารถช่วยกันคิดแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นำไปสู่การคิดว่าหาทางออกไม่เจอของใครคนใดคนหนึ่ง จนคิดแก้ปัญหาในทางที่ผิดด้วยการฆ่าตัวตาย

3.วิธีการเลี้ยงดูแบบกดขี่ ชอบสั่งการ โดยพ่อแม่มักคิดเองว่าลูกต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ฟังความต้องการหรือความคิดเห็นของอีกฝ่าย

4.การปรับตัวเข้าหากันของของสมาชิกในครอบครัว  และความเครียด เกิดการแสดงออก หรือมีท่าทีที่ทำให้สัมพันธภาพของคนในครอบครัวห่างไกลกันมากขึ้น

5.บทบาทของสมาชิกทุกคนในครอบครัว สมาชิกบางคนอาจรู้สึกตนเองไม่มีคุณค่าที่จะอยู่ในครอบครัวนี้ต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการถูกตอกย้ำความไร้ค่าจากสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวเดียวกัน

ทั้งนี้ทางด้านของนายนิตย์ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย ศูนย์ฯ ได้นำมาจัดทำเป็นแผ่นพับ และจัดพิมพ์คู่มือประชาชนเพื่อเป็นการช่วยกันป้องกันการฆ่าตัวตายประมาณ 400 -500 เล่ม เพื่อแจกให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภายในจ.ตรัง โดยทางเจ้าหน้าที่หวังว่าจะเป็นแนวทางให้ประชาชนใช้สำหรับป้องกันไม่ให้คนใกล้ชิดฆ่าตัวตาย

กินยานอนหลับเกินขนาด

เนื่องจากว่าแนวโน้มการฆ่าตัวตายของคนไทยในทุกจังหวัดเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างในปัจจุบัน และกลุ่มผู้วิจัยยังได้มีการคาดการณ์ว่าอาจจะเพิ่มขึ้นราว 1 % ต่อแสนประชากร จากเดิมอยู่ที่ 4.5 % ต่อแสนประชากรเพิ่มเป็น 5.5 % ต่อแสนประชากร อีกด้วย

และไม่ใช่แค่นั้นเพราะว่า นายนิตย์ กล่าวอีกด้วยว่า นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมฆ่าตัวตาย เพราะอกหัก และติดยา และในกรณีเด็กชายชาว อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ฆ่าตัวตายจากการที่พ่อบังคับให้ไปเรียนต่อที่กทม. ส่วนตัวเองเห็นว่าทั้งสองคนอาจมีปมบางเรื่องอยู่ในใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเมื่อต้องพบเจอกับเรื่องราวที่บีบคั้นจิตใจเพิ่มเติมกับการไม่มีภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจ บุคคลนั้นๆ จึงหาทางออกของปัญหาไม่ได้ ซึ่งเราอยากแนะนำบุคคลทุกวัยที่ต้องประสบปัญหาไม่ว่าในเรื่องใด อยากให้คิดว่า เราต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะว่าบนโลกใบนี้ทุกคนล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นต้องรักชีวิตตนเองก่อนที่จะไปรักคนอื่น

ในปัจจุบันนี้ โรคทางจิตที่แพร่หลาย และค่อนข้างใกล้ตัวผู้คนกว่าโรคอื่นก็คือ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งอาการนี้เป็นผลที่ก่อให้เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง รวมทั้งอาจจะเกิดจากการประสบกับเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง โดยผู้ป่วยอาจมีอาการเซื่องซึม เบื่อหน่าย เป็นคนที่ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยชอบหรือเคยทำได้ กินน้อย หรือมากผิดปกติ นอนไม่หลับ รู้สึกไร้ค่า เอาแต่โทษตัวเอง ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยอาการรุนแรงก็จะเกิดความคิดอยาก ฆ่าตัวตาย ขึ้นมาด้วย

สำหรับอาการซึมเศร้า โรคซึมเศร้า และความคิดที่จะฆ่าตัวตายที่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับตนเองหรือว่าคนใกล้ชิด ฉะนั้นถ้าหากใครที่ต้องรับมือกับคนที่กำลังอยาก “ฆ่าตัวตาย” ก็ควรรู้วิธีช่วยเหลือพวกเขาเอาไว้สักนิดก็ยังดี

ปัจจุบันนี้เราอาจจะทราบกันดีแล้วนะคะว่า คำปลอบใจ และ คำปลอบโยน นั้นเป็นสิ่งที่คนรอบข้างควรพูดเพื่อให้บุคคลใกล้ชิดกำลังหมดกำลังใจ ให้มีกำลังใจมากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึง เป็นการป้องกันไม่ให้คนรอบข้างของเราต้องเครียดจนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย และยิ่งเป็นคนในครอบครัวด้วยแล้ว ยิ่งห้ามละเลยอาการผิดปกติของคนในครอบครัวนะค่ะ

10 คำถามที่ควรถามคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย

วิธี ช่วย คน คิดสั้น

  1. ฉันดีใจนะที่คุณบอกฉันว่าคุณกำลังคิดจะฆ่าตัวตาย (หรือประโยคที่ความหมายใกล้เคียง) น้ำเสียที่ดควรอ่อนโยน แทนที่จะพูดด้วยอารมณ์รุนแรง หรือพูดแบบไม่ใส่ใจ หันมาพูดกับเขาอย่างเปิดใจ และยอมรับความคิดของเขาดีกว่า
  2. ฉันรู้สึกไม่ดีเลยที่เห็นคุณต้องเจ็บปวดแบบนี้ สำหรับประโยคทำนองนี้ นอกจากจะแสดงความใส่ใจแล้ว ยังช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกคลายเหงาได้มากขึ้นด้วย และเราก็อย่าพยายามปฏิเสธความคิดของเขา หรือทำให้ความเจ็บปวดของเขาดูเล็กน้อย เช่น “ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง” หรือ “อย่าลืมว่าคุณมีอะไรต้องทำอีกเยอะ”
  3. เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมคุณถึงอยากฆ่าตัวตาย? คำพูดชักชวนให้ผู้ฟังเล่าปัญหาจะแสดงถึงความเปิดใจรับฟัง และพร้อมที่จะเข้าใจเขา อาจจะแสดงความเห็นด้วยหรือความเข้าใจได้ขณะเขาเล่า อย่างเช่น “แย่จังเลย” หรือ “เข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงเจ็บปวดขนาดนี้”
  4. แล้วคุณคิดจะเริ่มทำการฆ่าตัวตายเมื่อไหร่กันล่ะ? คำถามนี้ถือว่าไม่ได้เป็นการสนับสนุนให้ผู้ฟังฆ่าตัวตาย แต่ว่านี่ถือว่าเป็นคำถามพื้นฐานที่ทำให้เราเข้าใจว่าเขาเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะได้วางแผนรับมือได้ทันเวลา
  5. คุณคิดจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีไหน? เป็นอีกคำถามที่ใช้วัดความเสี่ยง เพราะว่าในขณะที่ผู้ที่วางแผนฆ่าตัวตายอย่างจริงจังจะอันตรายมากกว่าผู้ที่มีเพียงความคิดอยากฆ่าตัวตายแบบกว้างๆ อย่างเช่น หากผู้ป่วยอยากตายด้วยยา เราจะได้ป้องกันไม่ให้เขาใช้ยาได้ทัน เป็นต้น
  6. คุณมีปืนไหม? คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะว่าถ้าเขาบอกเราก็สามารถสื่อถึงความจริงจังในการฆ่าตัวตายได้ ไม่ว่าตอนนี้เขาจะพกปืนเอาไว้กับตัวหรือหยิบจากในบ้านมาใช้ก็ตาม หากเขาตอบว่า “ได้” เราก็ต้องพยายามแนะนำให้เขาฝากปืนไว้กับคนที่เขาไว้ใจ และเก็บเอาไว้ให้ไกลตัวเขาถึงจะดีที่สุด
  7. ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีความช่วยเหลือเสมอนะ การที่เราบอกเช่นนี้จะทำให้ผู้ฟังไม่รู้สึกสิ้นหวังซะทีเดียว อย่างน้อยก็มีผู้ที่คอยรับฟัง และคอยให้คำปรึกษาปัญหาทางจิตอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1667 เป็นต้น
  8. ฉันจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง? หลังจากบอกว่ามีความช่วยเหลือต่างๆ นานาแล้ว ถ้าหากอยากให้เขามีชีวิตอยู่ต่อ ตัวคุณเองก็ต้องพร้อมช่วยเหลือเขาเช่นกัน
  9. ฉันเป็นห่วงคุณนะ และฉันคงจะเสียใจมากหากคุณจากไปด้วยการฆ่าตัวตายแบบนี้? คำพูดนี้ถือว่าเป็นคำพูดที่คุณต้องระวัง อย่าพูดให้ผู้ฟังรู้สึกผิดที่การฆ่าตัวตาย อาจจะทำให้ใครต้องเสียใจ พยายามพูดง่ายๆ ให้สื่อได้ว่าคุณเป็นห่วงและรักเขามากแค่ไหน
  10. ฉันหวัง/อยากให้คุณเล่าให้ฉันฟังอีกเกี่ยวกับความคิดที่จะฆ่าตัวตายของคุณ สำหรับประโยคนี้จะเป็นการเปิดรับปัญหาของผู้ฟังให้เขาได้แบ่งปันความคิดนี้กับคุณ เขาจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว นอกจากนี้ขณะที่เขาเล่าเขายังได้ทบทวนความคิดของตัวเองอีกครั้งด้วย

อัตวินิบาตกรรม

การฆ่าตัวตายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนเลือกใช้เมื่อคิดว่าตัวเองไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ความสิ้นหวังในชีวิต มีส่วนทำให้ในใจคิดที่จะเลือกฆ่าตัวตายเพื่อจบปัญหาทั้งหมด แต่ทว่าปัญหาการฆ่าตัวตายในสังคมไทยก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีข่างการฆ่าตัวตายให้ดเห็นในแต่ละวันนี้สร้างความหดหู่เป็นอย่างมาก

และเมื่อทุวันนี้สังคม การเมือง เศรษฐกิจย่ำแย่  การเงินฝืดเคือง ครอบครัวแตกแยก ยิ่งทำให้หลายคนเลือกที่จะจบชีวิตหนีปัญหาเหล่านี้ ซึ่งการที่เราจะจบปัญหาเหล่านี้นั้นเราต้องช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่สถาบันครอบครัว ปลูกฝักให้รักตัวเองและรักคนอื่นๆ ตั้งแต่เด็ก รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต้องมีตัวอย่างที่ดีด้วยนะคะ

การฆ่าตัวตายเป็นปัญหาใหญ่ในทุกๆ สังคม แต่ปัญหานี้เป้นเรื่องที่เราสามารถช่วยในการป้องกันได้ แค่เราทำความเข้าใจและใส่ใจคนใกล้ตัวเราเท่านั้น กำลังใจ และสถาบันครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยปะละเลยคนในครอบครัวนะคะ ถ้าเห็นบุคคลในครอบครัวมีอาการของโรคซึมเศร้า ควรรีบปรึกษาแพทย์เป็นการด่วนเลยนะคะ เพราะ “การฆ่าตัวตายป้องกันได้ถ้าเรารู้ทัน?”