ไวรัสซิกา ไทย

ไวรัสซิกา หรือไข้ซิกา เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วรักษาอย่างไร?

ไวรัสซิกา โรคที่มียุงลายเป็นพาหะ และโรคนี้ก็กลายเป็นที่รู้จัก เนื่องจากว่าใน ปี 2558 โรคนี้ได้ระบาดหนักในแถบลาตินอเมริกา โดยเฉพาะประเทศบราซิลที่โรคนี้ระบาดรุนแรงจนต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสถานการณ์ยังรุนแรงไม่หยุด ซึ่งนั่นก็ทำให้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

ไวรัสซิกา คนท้อง

และในขณะที่ประเทศไทยก็พบผู้ติดเชื้อในหลายจังหวัด ซึ่งทางด้านของกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ดังนั้น คงต้องถึงเวลาแล้วที่เราควรจะทำความรู้จักกับเจ้าเชื้อไวรัสซิกากันแบบจริง ๆ จังๆ ซักที เพราะถึงแม้จะยังไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว แต่ก็ไม่ควรละเลยด้วยประการทั้งปวงค่ะ

 

ไวรัสซิกา คืออะไร ?

ไวรัสซิกา คืออะไร

ไวรัสซิกา หรือว่าไข้ซิกา ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) โดลมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุของไข้เลือดออก รวมทั้งไวรัสเวสต์ไนล์ที่เป็นสาเหตุของไข้สมองอักเสบ และเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ซึ่งอาการ และโรคทั้งหมดนี้ล้วนมียุงลายเป็นพาหะ

 

โดยเชื้อไวรัสซิกาถูกค้นพบครั้งแรกจากในน้ำเหลืองของลิงวอก ที่ถูกนำมายังป่าซิกาในประเทศยูกันดา เพื่อทำการศึกษาไข้เหลือง เมื่อปี พ.ศ. 2490 และก็พบในคนเมื่อปี พ.ศ. 2511 ในประเทศไนจีเรีย เชื่อไวรัสซิกาพบได้ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา ทวีปเอเชียใต้ และบริเวณหมู่เกาะในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก

 

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อไวรัสซิกา

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อ ไวรัสซิกา

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสซิกามากที่สุดคือ สตรีตั้งครรภ์ เพราะถ้าหากติดเชื้อแล้วจะทำให้ทารกในครรภ์ได้รับอันตรายด้วย ถ้าร้ายแรงมาอาจจะทำให้เด็กมีศีรษะเล็กกว่าปกติ ดังนั้น จึงมีคำเตือนหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้ หรือหากเป็นประชากรในประเทศที่มีการระบาด ก็ขอให้ชะลอการตั้งครรภ์  แต่หากหญิงตั้งครรภ์มีอาการไข้ ผื่นขึ้น ตาแดง รู้สึกปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อทำการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อโดยด่วน

 

นอกจากนี้ ทางด้านของสาธารณสุขเองก็ยังพบว่ามีกลุ่มผู้ป่วยที่มีไข้ออกผื่น กลุ่มเด็กทารกที่มีศีรษะลีบ และผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ ซึ่งก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ด้วยเช่นกัน

 

ไวรัสซิกาติดต่อได้อย่างไร

ไวรัสซิกา ติดต่อได้อย่างไร

ไวรัสซิกา เป็นเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ ดังนั้น การติดต่อของโรคนี้จึงมาจากการถูกยุงที่มีเชื้อกัด นอกจากนี้ยังอาจติดต่อได้ทางเลือด หรือว่าอาจจะแพร่จากมารดาที่ป่วยสู่ทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามในตอนแรกแม้ว่ายังไม่มีรายงานว่าพบการแพร่เชื้อจากคนสู่คน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ศูนย์ควบคุม และการป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาจากการมีเพศสัมพันธ์ กับผู้ที่ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่ไวรัสชนิดนี้ระบาด นั่นก็แสดงว่าโรคนี้สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง

 

ไวรัสซิกาอาการเป็นอย่างไร

ไวรัสซิกา อาการเป็นอย่างไร

องค์การอนามัยโลกได้ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 4 ที่จะแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อ ซึ่งจะปรากฏอาการคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว เยื่อบุตาอักเสบ ไข้ขึ้นสูง ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว และปวดหัว แต่ทว่าอาการเหล่านี้สามารถทุเลาลงภายในเวลา 2-7 วัน หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทันท่วงที ไม่รุนแรงเท่าโรคไข้เลือดออก

ไวรัสซิการักษาอย่างไร

ไวรัสซิกา รักษาอย่างไร

แม้ว่าไวรัสซิกาจะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่โรคไวรัสซิกา ก็ยังเป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือว่ามีวิธีการรักษาที่แน่ชัด ซึ่งเราก็ทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการเช่นเดียวกับโรคไวรัสอื่น ๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะ ดังนั้น ผู้ป่วยควรพักผ่อนมาก ๆ และดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรทานยาตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้ก็ยังควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ อีกด้วย

 

ไวรัสซิกาป้องกันได้อย่างไร

ไวรัสซิกา ป้องกันได้อย่างไร

สำหรับวิธีป้องกันไวรัสซิกาที่ดีที่สุด คือพยายามอย่าให้ยุงกัด อีกทั้งยังต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้สิ้นซาก เพื่อเป็นการตัดวงจรการขยายพันธุ์ และยังเป็นการป้องกันโรคที่อาจมากับยุงลายนอกเหนือไวรัสซิกาได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้เวสต์ไนล์ โรคไข้เหลือง และโรคชิคุนกุนยา

สถานการณ์ของไวรัสซิกาในประเทศไทย

สถานการณ์ของไวรัสซิกาในประเทศไทย

ถ้าตอนนี้คุณได้ติดตามข่าวคงพอทราบว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 ทางด้านของกองควบคุมโรคของไต้หวัน ได้ออกมาประกาศว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา 1 ราย โดยเป็นชายไทยที่เดินทางเข้าไปทำงานในไต้หวันผ่านทางสนามบินนานาชาติเถาหยวนเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 โดยการค้นพบผู้ติดไวรัสซิกาได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสซิกาหลังจากเจ้าหน้าที่สนามบินพบว่าชายดังกล่าวมีไข้สูงผิดปกติ จึงได้นำตัวไปตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด ส่วนผู้ร่วมเดินทางมาด้วยกันอีก 2 คน และเมื่อตรวจแล้วก็ไม่พบเชื้อดังกล่าวแต่อย่างใด

และในส่วนของประเทศไทยเอง ทางด้านของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จริง ๆ แล้วไวรัสซิกาสามารถพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่พบรอยโรคมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แต่มาพบผู้ป่วยรายแรกเมื่อปี พ.ศ. 2555 และตั้งแต่นั้นมาก็พบผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 2-5 ราย ซึ่งผู้ป่วยทุกรายสามารถหายได้เอง และยังไม่เคยมีรายงานการติดเชื้อไวรัสซิกาในหญิงตั้งครรภ์ จนทำให้เด็กเกิดความพิการแต่อย่างใด

หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 กรมควบคุมโรคก็ได้ออกมาแถลงว่าพบผู้ป่วยชาย 1 ราย แต่เข้ารับการรักษาจนหายดีแล้ว อย่างไรก็ตามแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ออกประกาศจัดให้ “โรคติดเชื้อไวรัสซิกา เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ

และต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 เจ้าหน้าที่ได้พบผู้ป่วยไวรัสซิกาที่ ต.เชียงดา อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี หลังจากที่เขาได้เดินทางกลับมาจากไต้หวัน และเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2559 ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เพชรบูรณ์ บึงกาฬ และเชียงใหม่ เพื่อให้ความสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสซิกาหลังศูนย์ควบคุม และป้องกันโรคสหภาพยุโรป (European Center for Disease Prevention and Control) ระบุเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมว่า “สถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาภายใน 4 จังหวัดของประเทศไทยอยู่ในระดับสีแดง คือไวรัสซิกาได้มีการแพร่กระจายของโรคอย่างกว้างขวางในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา”

เรียกได้ว่าได้รู้จักกันมากขึ้นแล้วกับโรคไวรัสซิกาคราวนี้ก็อยู่ที่ตัวของเราเองนี่ล่ะค่ะที่จะต้องดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี ยิ่งถ้าหากใครที่เสี่ยงจะต้องเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาดก็ควรใส่ใจสุขภาพให้มาก ไม่อยากเจ็บป่วยทีหลังก็อย่าชะล่าใจนะคะ