โรค

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือเราอาจจะรู้จักในนามของ โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว โรคนี้เป็นความผิดปกติทางอารมณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างอารมณ์ซึมเศร้า (major depressive episode) และอาจจะสลับกับช่วงที่อารมณ์ดีมากเกินปกติ (mania หรือ hypomania)

โรคไบโพลาร์

โดยอาการในแต่ละช่วงของผู้ป่วยนั้นอาจจะเป็นอยู่นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก็ได้ โดยอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน การประกอบอาชีพ ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น รวมไปถึงการดูแลตนเองอย่างมาก ซึ่งนั่นก็จะทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ

ปัจจุบันนี้อัตราการเกิดโรคไบโพลาร์พบบ่อยที่สุดที่ช่วงอายุ 15-19 ปี และรองลงมา คือคนที่อยู่ในช่วง อายุ 20-24 ปี โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการครั้งแรกก่อนอายุ 20 ปี  Bipolar Disorder ถือว่าเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคในระยะยาวเรื้อรัง และยังถือว่าเป็นโรคที่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูง ประมาณ 70-90% เลยทีเดียว

สาเหตุที่ทำให้เกิด โรคไบโพลาร์

สาเหตุที่ทำให้เกิด โรคไบโพลาร์

ในปัจจุบันนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์นั้นมีได้หลายสาเหตุ ดังนี้

–     ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสื่อประสาทสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย นอนหลับที่ผิดปกติ ความผิดปกติของการทำงานในส่วนต่างๆ รวมถึงสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์

–     ปัจจัยทางจิตสังคม ได้แก่ ร่างกายไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเครียด หรือปัญหาต่าง ๆ ภายในชีวิตได้ ซึ่งปัจจัยนี้ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ขึ้นมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมก็ยังไม่ใช่สาเหตุของโรค แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคแสดงอาการได้

–     ปัจจัยทางพันธุศาสตร์ ในขณะนี้แพทย์ยังไม่ทราบรูปแบบของการถ่ายทอดผ่านยีนที่ชัดเจนของโรคนี้ แต่จากการศึกษาพบว่าสามารถพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็น bipolar มากกว่าครอบครัวอื่นๆ

อาการของโรคไบโพลาร์

อาการของโรคไบโพลาร์

สำหรับอาการในช่วงที่มีอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive Episode) โดยผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการดังต่อไปนี้เกือบตลอดเวลา และยังเป็นติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์

–     มีอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้

–     ความสนใจ หรือว่าความเพลินใจในกิจกรรมต่างๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก ซึ่งอะไรที่เคยชอบทำก็จะไม่อยากทำ แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ก็จะลดลง

–     น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก  หรือว่าอาจจะมีการเบื่ออาหาร หรือเจริญอาหารมาก

–     นอนไม่หลับ หรือว่าอาจจะมีอาการนอนหลับยาก หรือนอนแล้วตื่นเร็วกว่าปกติ อาจจะนอนหลับ ๆ ตื่น ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น หรือว่าผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการนอนหลับมากไป ต้องการนอนทั้งวัน กลางวันหลับมากขึ้น

–     รู้สึกกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือทำอะไรเชื่องช้าลง

–     รู้สึกอ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรงไม่อยากทำอะไร

–     รู้สึกตนเองไร้ค่า ในผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกสิ้นหวัง มองสิ่งรอบ ๆ ตัวในแง่มุมที่เป็นลบไปหมด รวมไปถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย

–     สมาธิ และมีคความจำแย่ลง

–     คิดเรื่องการตาย

โรคสองบุคลิก

สำหรับอาการในช่วงที่อารมณ์ดี หรือว่าอาจจะมีความคึกคักมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania)  ได้แก่

–     อารมณ์เปลี่ยนแปลง เนื่องจากว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีอารมณ์ร่าเริงมีความสุข เบิกบานใจ หรือว่ามีอารมณ์หงุดหงิดง่ายก็ได้ ซึ่งญาติใกล้ชิดของผู้ป่วยมักจะสังเกตว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงมากจนไปจากเดิมจนผิดปกติ โดยอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องเป็นติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์

–     ผู้ป่วยมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ซึ่งผู้ป่วยจะมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถมาก เกินไป และผู้ป่วยมักเชื่อว่าตนเองสำคัญ และยิ่งใหญ่ หรืออาจจะมีเนื้อหาของความคิดผิดปกติมาก ถึงขั้นว่าตนเองสำคัญ หรือว่ามีความยิ่งใหญ่ อย่างเช่น มีความเชื่อว่าตนเองมีอำนาจมาก หรืออาจจะมีพลังอำนาจพิเศษ เป็นต้น

–     นอนผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนลดลง ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่านอนแค่ 3 ชั่วโมง ก็เพียงพอแล้ว

–     มีความคิดแล่นเร็ว (flight of idea) ซึ่งผู้ป่วยจะคิดค่อนข้างเร็ว เพราะว่าบางครั้งคิดหลาย ๆ เรื่องพร้อม ๆ กัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็จะคิดเรื่องอื่นทันที และในบางครั้งผู้ป่วยอาจจะแสดงออกมาในรูปของการมีโครงการต่าง ๆ มากมาย

–     พูดเร็วขึ้น เนื่องจากว่าผู้ป่วยมีความคิดที่รวดเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูด ที่แสดงออกมาให้เห็น ผู้ป่วยมักจะพูดเร็ว และยังขัดจังหวะได้ยาก ยิ่งถ้าอาการรุนแรงคำพูดจะดัง และยังเร็วขึ้นอย่างมากจนบางครั้งยากต่อการเข้าใจ

–     มีความคิดที่วอกแวกง่าย ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน และที่สำคัญมีความสนใจมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามากระตุ้นกันได้ง่าย

–     เคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น และในผู้ป่วยบางรายอาจจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือว่าที่บ้าน มีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นชัดเจน ซึ่งไม่สามารถอยู่นิ่ง ๆ ได้

–     ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ เนื่องจากว่าผู้ป่วยเมเนียมักจะแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ อย่างเช่น การดื่มสุรามาก ๆ โทรศัพท์ทางไกลมาก ๆ รวมถึงการเล่นการพนัน

การรักษาโรคไบโพลาร์

การรักษาโรคไบโพลาร์

การรักษาโรคนี้ประกอบด้วยการใช้ยาในการรักษา การดูแลด้านจิตใจ รวมถึงการปรับพฤติกรรมตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค และวิธีการรักษาแก่ผู้ป่วย และบรรดาญาติ

  1. การใช้ยา

–     ยาช่วยปรับให้อารมณ์คงที่ อาทิ Lithium

–     ยาต้านอาการทางจิต อาทิ Olanzapine , Aripiprazole, Clozapine,  Risperidone

–     ยาต้านเศร้า อาทิ Fluoxetine , Sertraline  , Paroxetine

  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

–     นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

–     ดูแลสุขภาพทั่วไป อาทิ หมั่นออกกำลังกาย ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงสุรา การใช้สารเสพติด

–     กินยาตามแพทย์สั่ง และถ้าหากมีปัญหาผลข้างเคียงจากยา คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ควรหยุดยาเอง

–     สังเกตอารมณ์ของตน พร้อมกับการเรียนรู้อาการแรกเริ่มของโรค และต้องรีบไปพบแพทย์ก่อนจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น

–     บอกคนใกล้ชิดเกี่ยวกับอาการเริ่มแรกของโรค ให้ช่วยสังเกต และพาไปพบแพทย์

  1. การดูแลจากญาติหรือจากบุคคลใกล้ชิด

–     เข้าใจอารมณ์ และพฤติกรรมที่ผิดปกติเป็นการเจ็บป่วย ไม่ใช่นิสัยของผู้ป่วย

–     ดูแลให้ผู้ป่วยกินยา และก็ต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์

–     สังเกตอารมณ์ของผู้ป่วย รวมถึงการเรียนรู้อาการเริ่มแรกของโรค และต้องรีบพาไปพบแพทย์ ก่อนที่จะมีอาการกำเริบรุนแรง

–     ช่วยควบคุมการใช้จ่าย และพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตราย ซึ่งถ้าเห็นว่าผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการอีก

–     ถ้าหากผู้ป่วยหายจากอาการ ให้กำลังใจในการกลับไปเรียนหรือทำงาน และก็ไม่หยุดยาก่อนปรึกษาแพทย์