ผู้หญิงโหด

10 อันดับผู้หญิงที่โหดที่สุดในโลก

10 ผู้หญิงที่โหดที่สุดในโลก อีกหนึ่งเรื่องราวที่โลกต้องจารึกความเหี้ยมโหดของพวกเธอ และการจัดอันดับ 10 ผู้หญิงที่มีความโหดร้านในครั้งนี้ เป็นเพียงแบ่งปันความรู้ เท่านั้นไม่ควรนำไปลอกเรียนแบบ เพราะว่าความโหดร้ายของพวกเธอนั้น เป็นเรื่องราวที่หลายคนยากที่จะรับได้

สำหรับความโหดร้ายของ ทั้ง 10 หญิงสาวที่เรากำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้มีวีรกรรมความโหดร้าย จนหลายคนจินตนาการไม่ถึง ส่วนความโหดร้ายของเธอแต่ละคนจะเป็นอย่างไรนั้น เราตามไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

10 ผู้หญิงที่โหดที่สุดในโลก

10 ผู้หญิงที่โหดที่สุดในโลก

ความโหดร้ายบนโลกนี้ นอกจากสงครามแล้วความโหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ก็ยังมีให้เห็นกันอยู่เนืองๆ อย่าเช่น ผู้หญิงทั้ง 10 คนที่เรากำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้

อันดับที่ 1 เอลิซาเบธ บาโธรี่ ( Elizabeth Bathory)

เอลิซาเบธ บาโธรี่

เธอคนนี้นับว่าเป็นผู้หญิงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากในวงการ เพราะไม่ได้มีฐานะทางสังคมที่น้อยหน้าใคร แต่ความโหดร้ายและรุนแรงของเธอ กลับทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งว่าชนชั้นของเธอ

เรื่องยราวของเธอเริ่มต้นเมื่อเฮได้แต่งงานกับ ท่านเคานท์ฟีเรนซ์ นาดาสดี้ ซึ่งความโหดร้ายของเธอเกิดขึ้นหลังจากที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ ปราสาทเซติซ ความบ้าคลั่งของเธอก็เกิดขึ้น เมื่อเธอเริ่มฆ่าหญิงสาว แล้วนำเลือกสดๆ มาอาบ เพราะความเชื่อที่ว่าอาบเลือดจะช่วยให้ไม่แก่เท่า ผิวพรรณดี

ซึ่งกระกระทำของเธอสร้างความสยดสยองในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ความบ้าคลั่งนี้ก็จบลงเมื่อเธอถูกพิพากษาถึงความผิด แต่ด้วยชนชั้นทางการเมืองของเธอทำให้เธอไม่ถูกประหาร แต่ถูกขังในห้องมืดแทน และอยู่ในนั้นจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่เธอจะหมดลมหายใจไปในที่สุด

อันดับที่ 2 แคทเธอรีน ไนท์ ( Katherine Knight)

แคทเธอรีน ไนท์

แคทเธอรีน ไนท์ สตรีชาวออสเตรเลียนคนแรกที่ต้องโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการอุทธรณ์ เนื่องจากว่าแคทเธอรีน ไนท์เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าสามีเธออย่างโหดมที่สุดเท่าที่โลกมีมา และเธอยังเคยบดฟันปลอมของสามีเก่าคนหนึ่งของเธอจนแหลกละเอียด และปาดคอลูกสุนัขอายุ 8 สัปดาห์ของสามีอีกคนหนึ่งก่อนที่จะเชือดตาของเขาออก

แต่เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ คดีฆ่า นายจอห์น ชาร์ล โธมัส ไพรซ์ ซึ่งเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อ นายไพรซ์ยื่นฟ้องต่อนางแคทเธอรีนขอหย่า จนนางไนท์รู้สึกแค้นมาก เลยใช้มีดแล่เนื้อ แทงนายไพรซ์จนถึงแก่ความตาย เขาถูกแทงอย่างน้อย 37 ครั้ง ทั้งหน้า และหลัง และหลายแผลแทงทะลุอวัยวะภายในที่สำคัญหลายแห่ง

และหลังจากนั้นเธอก็ถลกหนังเขาแล้วแขวนหนังที่ถลกแล้วไว้กับขอบประตูห้องนั่งเล่น จากนั้นก็ตัดหัวเขาออกแล้วใส่ในหม้อซุป อบส่วนสะโพกบั้นท้ายของเขา แล้วยังเตรียมน้ำเกรวี่และผักเพื่อเป็นเครื่องเคียงเนื้ออบ โดยอาหารมื้ออุบาทนี้ถูกจัดเตรียมไว้ให้เด็กๆ ในบ้านกิน…… แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเจอก่อนที่เด็กๆ จะกลับถึงบ้าน

อันดับที่ 3 เออร์ม่า เกรเซอ (Irma Grese)

เออร์ม่า เกรเซอ

เออร์ม่า เกรเซอ หรือฉายา “ หญิงเลวแห่งเบลเซ่น ” ซึ่งเธอถือว่าเป็นทหารรักษาการณ์ที่แคมป์กักกันเรเวนส์บรุคค์, ค่ายนรกเอาสช์วิทซ์ และ เบอร์เย่น – เบลเซ่น และต่อมาเธอก็ถูกย้ายมาประจำการที่เอาสช์วิทซ์ ในปี ค.ศ.1943 โดยเธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพลสำรองพิเศษหน่วยควบคุมดูแล ซึ่งเป็นยศที่ใหญ่เป็นลำดับสองของทหารหญิงในค่ายนี้เลยก็ว่าได้

และในวันสิ้นปี เธอได้จับนักโทษหญิงชาวยิวกว่า 30,000 คน มาสนุกกับเกมส์ของเธอ ซึ่งเกมส์ที่ว่านี้ประกอบด้วย ทารุณกรรมเหล่านักโทษด้วยให้สุนัขที่ถูกฝึกฝน และกำลังหิวโหยกัด, การทารุณกรรมทางเพศต่างๆ จนนักโทษรับไม่ไหว, การยิงปืนตามอำเภอใจ, การเคี้ยนตีอย่างทารุณด้วยแส้แบบเปีย และยังเลือกนักโทษเข้าห้องรมแก๊ส เธอชอบเรื่องซาดิสต์ทรมานคนมากๆ จนนักโทษหลายคนในค่ายรู้จักเธอดีในภาพลักษณ์หญิงใส่รองเท้าบูทหนัก และชอบพกปืน สั้นเพื่อให้สะดวกในการทรมานนักโทษ

อันดับที่ 4 อิลซ่า คอชห์ ( Ilse Koch)

อิลซ่า คอชห์

อิลซ่า คอชห์ ผู้หญิงคนนี้ได้ รับฉายา “ นางแม่มดแห่งบูเชนวาล์ด ” หรือหลายคนเรียกเธอว่า “ หญิงเลวแห่งบูเชนวาล์ด ” เธอเป็นภรรยาของนายพลคาร์ล คอชห์ ผู้บัญชาการแห่งค่ายกักกันของนาซี ประจำค่ายบูเชนวาล์ด (ค.ศ.1937-1941) และมาจดาเนค (1941-1943) เธอยังเป็นคนที่บ้าอำนาจมาก และเมื่อเธอได้ทำงานแทนสามีในค่ายกักกัน เธอก็มีเวลาว่างแสนสนุกสนานกับการทรมาน และการข่มขืนนักโทษในค่ายกักกันจนฉาวโฉ่ จนเป็นที่ร่ำลือในความโลกีย์

นอกจากนี้ยังมีคนว่ากันว่ารอยสักตามตัวของเธอนั้นจากการสังหารคนในค่ายกักกันหนึ่งคนต่อ หนึ่งขีด (ขีดในร่างกายเธอมีประมาณ 250,000 ขีด) แต่ทว่าผลสุดท้าย เธอก็แขวนคอฆ่าตัวตายใน เรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 เดือนกันยายน ปี 1967

อันดับที่ 5 แมรี่ แอนน์ คอตต้อน ( Mary Ann Cotton)

แมรี่ แอนน์ คอตต้อน

นาง แมรี่ แอนน์ คอตต้อน เป็นสตรีชาวอังกฤษ และยังเป็นนักฆ่าต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์อีกรายหนึ่ง เธอแต่งงานเมื่ออายุ 12 ปีกับ นายวิลเลียม มาวเบรย์ คู่แต่งงานใหม่นี้อาศัยที่ไพลเมาท์ เมืองเดวอน และต่อมาพวกเขามีลูกด้วยกัน 5 คน สี่คนตาย เพราะว่าป่วยเป็นโรคกรดในกระเพาะอาหาร และปวดท้องอย่างรุนแรง หลังจากนั้นพวกเขาก็ย้ายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังตามมา เมื่อลูกที่เลี้ยงตายถึงห้าคนในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยงกัน ต่อมานานวิลเลียมก็ตามลูกๆ ไปด้วยโรคลำไส้ไม่ทำงานในเดือนมกราคม ปี 1865

ซึ่งเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ ทำให้ประกันสังคมของอังกฤษจ่ายเงินสินไหมชดเชยให้เธอมากถึง 35 ปอนด์สเตอริง แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะต่อมา สามีคนที่สองของเธอ จอร์จ วาร์ด ก็ได้เสียชีวิต เพราะปัญหาเกี่ยวกับลำไส้เช่นเดียวกับหนึ่งในลูกอีกสองคนที่เหลือของเธอ

และด้วยการตายถี่ของคนในครอบครัวแมรี่ จึงทำให้บริษัทประกันสอบสวนเกิดขึ้น จนพบว่า นาง แมรี่ แอนน์ มีความผิดฐานวางยาสามีสามคน, คู่รัก, เพื่อน, แม่ของเธอ, และลูกๆ อีกหนึ่งโหล ซึ่งบุคคลทั้งหมดเสียชีวิตจากอาการป่วยที่ท้อง ผลคือเธอถูกแขวนคอที่ เดอร์แฮม เคนท์ตี้ กาออล ในวันที่ 24 เดือนมีนาคมปี 1873 ในข้อหาฆาตกรรมด้วยการวางยาพิษสารหนู เธอตายอย่างช้าๆ เพราะว่าเพชฌฆาตใช้เชือกแขวนคอที่สั้นเกินไปสำหรับการประหาร

อันดับที่ 6 เบลล์ กันเนส ( Belle Gunness)

 

เบลล์ กันเนส เจ้าของฉายาเบลล์ กันเนส “ ผู้หญิงเคราน้ำเงิน ” เพราะเธอคนนี้เป็นหนึ่งใน ฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุดในอเมริกา และด้วยส่วนสูง 6 ฟุต (183 เซนติเมตร) และมีหนักตัวกว่า 200 ปอนด์ (91 กิโลกรัม) เชื้อชาตินอร์วีเจียนที่ตัวใหญ่และแข็งแรง โดยเธอใช้ร่างกายอันใหญ่ยักษ์ของเธอในการสังหารสามีของเธอทั้งสองคน และลูกๆทั้งหมด ของเธอโดยการฆ่าเพื่อหวังเงินประกันชีวิต และขโมยทรัพย์สินเอามาเข้ากระเป๋าของเธอ

นอกจากนั้นก็ยังมีรายงานมากมายว่าเธอน่าจะฆ่าคน มากกว่าหนึ่งร้อยราย แต่ทว่าเธอดันชิงฆ่าตัวตายก่อนโดยการเผาตนเองพร้อมบ้าน แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดจบที่แทนจริง เพราะจากผลชันสูตรศพของเธอนั้นหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าศพนี้เป็นของเธอ เพราะศพที่พบนั้นเตี้ยกว่าส่วนสูงของเบลล์ถึงหกฟุต ต่างกันถึงสองนิ้ว

อันดับที่ 7 เบเวอรี่ เอลลิทท์ ( Beverly Allitt)

เบเวอรี่ เอลลิทท์

เบเวอรี่ เอลลิทท์ได้ รับฉายาหนึ่งว่า “ นางฟ้าแห่งความตาย ” เบเวอรี่ เกลิ เอลลิท ถือว่าหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่ชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักกันดี สำหรับเบเวอรี่ เอลลิทท์ เธอทำงานเป็นนางพยาบาลดูแลเด็ก และต่อมาก็ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมเด็ก 4 คน และยังทำให้บาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน(ที่จริงมากกว่านั้น) โดยการฉีดสารอินซูลิน หรือสารโพแทสเซียมที่ใช้เพื่อเร่งการทำงานของหัวใจมากเกินไป จนทำให้เด็กๆ เหล่านั้นตายอย่างทรมาน ซึ่งปัจจุบันเธอยังอยู่ในคุก เพราะประเทศอังกฤษไม่มีโทษประหารชีวิต

อันดับที่ 8 ราชินิอิสเบลล่า แห่ง แคสไทล์ ( Isabella of Castile)

ราชินิอิสเบลล่า แห่ง แคสไทล์

ราชินิอิซซาเบลล่า ที่ หนึ่ง แห่งสเปน ผู้หญิงคนนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส กับพระสวามีของพระนาง กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งราชวงศ์อารากอน ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้ร่วมกันมีส่วนในการรวมประเทศสเปนภายใต้การนำของหลานชายของ พระองค์

โดยแผนการรวมชาติในครั้งนี้นี้ ราชินิอิสเบลล่า ได้ แต่งตั้งให้ นายพล โทมาส เดอ ทอร์คิวมาดา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน (แบบทรมาน) รุ่นแรกๆ เข้ามาเป็นผู้บัญชาการในการสอบสวนทรมาน จนวันที่ 31 เดือนมีนาคม ค.ศ.1492 เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ได้มีบันทึกว่าเป็นวันออกกฤษฎีกาแอลฮัมบรา โดยมีคำสั่งขับไล่ ชาวยิว และชาวมุสลิมออกนอกประเทศ

นอกจากนั้นก็มีประชาชนราว 2 แสนคนที่หลงเหลืออยู่ในประเทศสเปนถ้าไม่เปลี่ยนศาสนาจะถูกจับมาลงโทษอย่าง ทารุณ ต่อมาในปี ค.ศ. 1974 สันตะปาปาพอลที่ 6 ก็ได้กล่าวถึงการกระทำของพระนางว่าสมควรทำ และอวยพร ให้พระนางเป็นนักบุญ ในโบสถ์นิกายคาทอลิก ในฐานะข้ารับใช้ของพระเจ้า

อันดับที่ 9 ไม ร่า ฮินด์ลีย์ ( Myra Hindley)

ไม ร่า ฮินด์ลีย์

ไม ร่า ฮินด์ลีย์ และคู่รักเอียน เบรดี้ ผู้ก่อคดี “ ฆาตกรรมแห่งท้องทุ่ง ” โดยเหตุการอันโหดร้ายนี้เกิดที่แถวเมืองแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักร ในราวช่วงทศวรรษที่ 60 ฆาตกรโหดคู่นี้ถูกจับ เพราะกระทำการลักพาตัว, ทารุณกรรมทางเพศ, ทรมาน และฆาตกรรม เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 3 คน และยังมีเด็กวัยรุ่นอายุ 16 และ 17 ปี

โดยหลักฐานที่เจ้าหน้าที่พบประกอบด้วย เทปที่บันทึกระหว่างกำลังฆาตกรรมที่มีเสียงผู้ตายกำลังกรีดร้อง และในขณะที่ไมร่าและเบรดี้กำลังข่มขืน และทรมาน ในระหว่างการสอบสวน และวันตัดสินเธอยังมีท่าทีกินลูกอมอย่างไม่สะทกสะท้าน กับความผิดที่ตัวเองได้ก่อเอาไว้ ซ้ำยังทำตัวท่าทางกร่าง และแสดงความยโสโอหัง จนกลายเป็นลักษณะพิเศษที่เป็นที่จดจำของเธอ จนกลายเป็น บุคคลคนที่ชาวอังกฤษเกลียดชังที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้

อันดับที่ 10 ควีนแมรี่ ที่ 1 ( Queen Mary I)

 ควีนแมรี่ ที่ 1

ราชินีแมรี่ เป็นพระธิดาพระองค์เดียวใน กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 และพระนางแคทเธอรีน แห่งอารากอน ซึ่งพระองค์เคยเกือบสวรรคตในช่วงวัยทารกมาแล้ว แต่รอดมาได้ และได้ทรงขึ้นครองราชย์สมบัติหลังจากที่พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 6 สิ้นพระชนม์ ด้วยการปลดราชินีเก้าวันอย่าง เลดี้เจน เกรย์ออก

และเมื่อราชินีแมรี่ขึ้นครองราชย์แทน โดยชูนโยบายที่พระองค์เน้นมาก ซึ่งก็คือการที่ทำให้อังกฤษเป็นประเทศที่นับถือ นิกายคาธอลิก อย่างเดียว พระองค์เลยคิดหาทางกำจัดพวก โปรแตสแตนท์ ในประเทศให้หมดสิ้น โดยการเลือกใช้สาระพัดวิธี สาวกนิกายโปรแตสแตนท์ ที่มีชื่อเสียงหลายคนถูกจับประหาร ทำให้พระนางมีนามหนึ่งว่า “ Bloody Mary ” หรือว่า “ แมรี่บ้าเลือด ” ซึ่งราชินีแมรี่ได้รับฉายานี้มาจากการจับสาวก นิกายโปรแตสแตนท์ ที่ถูกจับแขวนคอบนตะแลงแกงในคราวเดียวกว่า 800 คน ณ โรงเรียนที่พ่อนางสร้าง