วิธีกินอาหารเสริม

กินอาหารเสริม ชนิดเม็ดเริ่มยังไงดี

กินอาหารเสริม เป็นอีกหนึ่งกระแสที่กำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้ และที่สำคัญสมัยนี้มองไปทางไหนก็เห็นโฆษณา และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวางขายอยู่เต็มไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหารเสริมรูปแบบเครื่องดื่มหรือขนมขบเคี้ยวที่ยังต้องเติมวิตามินลงไป

และเมื่อสิ่งเหล่านี้กระชับพื้นที่เรามาก ๆ เข้า ความรู้ความเข้าใจจึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ และเพื่อรู้เท่าทันว่าเงินที่เสียไปได้ประโยชน์กลับมาจริงหรือเปล่า เรื่องนี้ทางด้านของ พญ. พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล Certificate in Aesthetic Medicine แพทย์ผู้ก่อตั้ง และผู้เชี่ยวชาญประจำลลลนาคลินิก จึงได้ให้คำแนะนำไว้นิตยสาร Lisa

ดังนี้

กินอาหารเสริม ชนิดเม็ดเริ่มยังไงดี

กินอาหารเสริม ชนิดเม็ดเริ่มยังไงดี

ทางด้านของสำนักงานมาตรฐานด้านอาหาร (The Food Standards Agency) จากอังกฤษ ซึ่งเคยตีพิมพ์รายงานซึ่งระบุไว้ว่า คนส่วนใหญ่ ที่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อยู่แล้วโดยที่คุณไม่ต้องพึ่งการทานอาหารเสริมใด ๆ เลย แถมยังกล่าวเตือนด้วยว่า วิตามินและเกลือแร่บางชนิดที่มีอยู่ในอาหารเสริมหรืออยู่ในรูปของวิตามิน เพราะถ้าหากเราได้รับมากเกินไปก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้

 มาเรียนรู้คำว่า “วิตามิน” กัน

 มาเรียนรู้คำว่า "วิตามิน" กัน

วิตามิน ถือว่าเป็นสารประกอบอินทรีย์ สารอาหารสำคัญที่สิ่งมีชีวิตต้องการในปริมาณไม่มาก หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ Micronutrients วิตามินแต่ละชนิดมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ อย่างเช่น กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ซึ่งถือว่าวิตามินชนิดนี้ เป็นวิตามินที่ช่วยเสริมภูมิต้านทาน การกินวิตามินเสริมสำคัญต่อการรักษาในผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ทว่ามีประโยชน์น้อยมากสำหรับคนที่มีร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว

นอกจากนี้วิตามิน ยังเป็นสารอาหารที่ไม่ได้มีสารอาหารสำคัญอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ อย่างเช่น แร่ธาตุ กรดไขมันจำเป็น กรดอะมิโนจำเป็น ในปัจจุบันนี้ระดับสากลรับรองวิตามินไว้เพียง 13 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีสารประกอบอยู่ภาย ในซึ่งล้วนแต่ทว่านั่นก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น อย่างเช่น วิตามินเอที่รวมเอาสารประกอบอย่างเรตินอล และแคโรทีนอยด์ที่ช่วยในเรื่องการยับยั้งอนุมูลอิสระ และยังมีผลต่อต้านการร่วงโรยของร่างกายได้

 

 กินวิตามินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

 กินวิตามินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

คนที่มีสุขภาพร่างกายที่ปกติ ควรเลือกกินวิตามินรวมหลายชนิดได้ โดยเลือกที่มีค่า Dietary Reference intakes (DRI) 100% เพราะถ้าหากเลือกปริมาณสูงกว่านี้ อาจจะมีส่วนทำให้เกิดพิษสะสมในร่างกาย อย่างเช่น คนที่กินวิตามินซีสูงเป็นระยะเวลานานจะเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

สำหรับช่วงเวลาการทานอาหารเสริม คือ กินพร้อมอาหารเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ทว่าอย่างไรก็ตามอาหารเสริมบางชนิด อย่างเช่น สังกะสี ควรกินก่อนอาหาร และด้วยเหตุนี้เราจึงควรอ่านฉลากของตัวสินค้าให้ชัดเจนก่อนว่ากินแบบไหน อย่างไร หรือว่าถ้าหากคุณกินวิตามินรวมเป็นประจำในตอนเช้า แต่ก็ต้องอย่าลืมทิ้งช่วงดื่มกาแฟหรือชา ให้ห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมงด้วยนะคะ

นอกจากนี้ ยังต้องดูส่วนประกอบสำคัญด้วย เพราะว่าวิตามินชื่อเดียวกันแต่ทว่าในบางยี่ห้อราคาอาจจะถูก ต่างกับบางยี่ห้อที่ราคาแพงแสนแพง เราจึงควรเรียนรู้วิธีการเลือกไว้หน่อย อย่างวิตามินอี เราควรเลือกแบบสกัดจากธรรมชาติ (D-Alpha Tocopherol) แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าแบบสังเคราะห์ (DL-Aipha Tocopheol) แต่ทว่าดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่า หรือว่าแคลเซียมทั่วไปที่มีส่วนประกอบสำคัญ คือ Calcium Carbonate แต่ทว่าแคลเซียมที่มีการดูดซึมดีกว่า คือ Calcium Citrate ดังนั้นคุณจึงควรเลือกกินแบบหลัง

 

 อาหารเสริมยอดฮิต มีประโยชน์จริงหรือ

 อาหารเสริมยอดฮิต มีประโยชน์จริงหรือ

ในปัจจุบันมีมีอาหารเสริม หลายชนิด หลายยี่ห้อ ออกจำหน่ายมากมายในท้องตลาด  มีชื่อสารแปลกๆ  ที่บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากินเข้าไปแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายได้อย่างไร  เราจึงอยากจะแนะนำให้รู้จักสารชื่อแปลก ๆ ที่มักพบในโฆษนาอาหารเสริม ว่าอาหารเสริมแต่ละตัวมีประโยชน์ต่อร่างกายจริงหรือไม่อย่าไร?

 

1.กลูต้าไธโอน

กลูต้าไธโอน

ในส่วนของ กลูต้าไธโอน เป็นสารที่กล่าวกันว่ารับประทาน หรือว่าฉีดเข้าร่างกายแล้วจะทำให้ขาวขึ้น แต่ทว่าจริง ๆ แล้วกลูต้าไธโอนนั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์ได้เอง ทำหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อจากอนุมูลอิสระ ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และยังมีส่วนช่วยตับในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ส่วนในเรื่องของกลูต้าไธโอนช่วยให้ขาวนั้น สารชนิดนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซน์ชนิดหนึ่งในร่างกาย ซึ่งการกินกลูต้าไธโอน ส่งผลเม็ดสีผิวจากสีน้ำตาลกลายเป็นสีขาว แต่เรื่องนี้นั้นยังไม่ได้รับการศึกษา และรับรองอย่างชัดเจนว่าใช้ได้จริง ซึ่งทางด้านของ องค์การอาหาร และยาของอเมริกาจึงไม่ยืนการเรื่องประสิทธิภาพในการทำให้ผิวขาวของกลูต้าไธโอน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการฉีด หรือรับประทาน แต่ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของกลูต้าไธโอน ท่านอาจไม่ได้รับผลอะไรเลย เพราะว่าได้มีการศึกษาพบแล้วว่า กลูต้าไธโอนถูกทำลายได้โดยระบบย่อยอาหารของมนุษย์นั่นเอง

 

2.คอลลาเจน

คอลลาเจน

คอลลาเจน สารที่ได้รับสมญานามว่ากาวแห่งชีวิต เหตุผลที่คอลลาเจนได้รับสมญานามเช่นนี้ เพราะคอลลาเจนเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญข้อต่อ ผิว ผม แม้กระทั้งเล็บ คอลลาเจนเป็นสารที่ทำให้อวัยวะหลาย ๆ ส่วนเชื่อมติดกัน นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องอวัยวะต่าง ๆ อีกด้วย

แต่คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ได้เองหากได้รับในปริมาณที่มากพอ  หลังจากที่กินคอลลาเจนนั้นจะช่วยให้ขาวผิวเนียนจริงไหม คำตอบคือไม่แน่นอน เนื่องจากว่าคอลลาเจนคือโปรตีน ร่างกายเราคืออัจฉริยะ รู้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน โปรตีนซึ่งจะถูกนำไปซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรอหรือเสียหาย ก่อนที่คอลลาเจนจะส่งมาบำรุงผิว หากเรายังรับประทานโปรตีนไม่มากเพียงพอ คอลลาเจนก็ไปไม่ถึงผิว แต่ทว่าในทางกลับกันถ้าเราทานโปรตีนพอเพียง ร่างกายของคนเองก็จะสังเคราะห์คอลลาเจนไปบำรุงผิวได้เอง แต่อาจจะต้องเสริมวิตามินซีไปช่วยด้วยนั่นเอง

 

3.คลอโรฟิลล์

คลอโรฟิลล์

คลอโรฟิลล์ เป็นสารที่พืชใช้ในการสังเคราะห์แสง และคลอโรฟิลล์ยังมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในแง่ของการฆ่าเชื้อโรค และจากการศึกษาพบว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยาฆ่าเชื้อชนิดอื่นๆ  ทั้งนี้คลอโรฟิลล์นั้นมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ แต่ทว่าจะทำงานได้ดีต่อเมื่ออยู่ในรูปขอโมเลกุลที่ไม่ละลายน้ำเท่านั้นผลการศึกษาพบว่าการทานจากผักโดยตรงนั้นจะให้ผลที่ดีกว่าการทานคลอโรฟิลล์แบบสกัดเสียอีก

นอกจากนี้ยังมีผลงานการวิจัยยืนยันแล้วว่า คลอโรฟิลล์นั้นไม่มีความจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์แต่อย่างได้ และคลอโรฟิลล์ยังมีการออกมาเตือนด้วยว่าเราไม่ควรได้รับคลอโรฟิลล์เกิน 450 มิลลิกรัมต่อวัน

 

4.แอล-คาร์นิทีน

แอล-คาร์นิทีน

แอล-คาร์นิทีน เป็นสารที่กล่าวกันว่าช่วยในการคุมน้ำหนัก โดยแอล-คาร์นิทีน ทำหน้าที่หลักของสารตัวนี้นั้นคือช่วยให้การนำไขมันมาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น  แต่ทว่าการที่แอล-คาร์นิทีนจะมีประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อเรานั้นทำการออกกกำลังกายแบบแอโรบิก อย่างเช่นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่าการว่ายน้ำ เป็นต้น หากรับประทานแอล-คาร์นิทีน และไม่ออกกำลังกาย แอลคาร์นิทีน ก็ไม่สามารถช่วยคุมน้ำหนักได้แต่อย่างใด